รีวิว The Tree

ได้แอบไปดูมาตอนรอบเกือบจะสุดท้ายของโรงหนังพอดี กับผลงานเรื่องล่าสุดของนักแสดงสาว ชาร์ล็อตต์ แกงสบูร์ก ที่เพิ่งได้เข้าฉายในบ้านเรากับ The Tree ที่ตัวหนังเป็นหนังตั้งแต่ปี 2010 แล้ว แต่ไม่รู้อะไรยังไง บ้านเราถึงเพิ่งได้เอาเข้ามาฉายให้คนไทยได้ดูกัน ซึ่งเข้าฉายเฉพาะที่ House RCA เท่านั้นครับ

เรื่องมีอยู่ว่า
ดอว์น เธออาศัยอยู่กับ ปีเตอร์ ผู้เป็นสามี บ้านไร่อันน่าอยู่ของพวกเขามีต้นมะเดื่อต้นใหญ่ตระหง่านอยู่หน้าบ้าน แต่ชีวิตอันปกติสุขของดอว์น ปีเตอร์และลูกๆ ต้องมีอันชะงักลง เมื่อปีเตอร์เกิดอาการหัวใจวายบริเวณต้นไม้หน้าบ้าน ดอว์นเสียใจจนแทบเสียศูนย์ และไหนจะต้องดูแลลูกๆ ทุกคนด้วยสองมืออันบอบบางของเธอเอง แต่วันหนึ่ง ซีโมน ลูกสาวคนเล็กของเธอมาบอกว่า วิญญาณของปีเตอร์ ผู้เป็นพ่อยังไม่หายไปไหน

หากแต่ยังสิงสถิตอยู่ในต้นมะเดื่อต้นใหญ่หน้าบ้าน การได้รับรู้ความจริงข้อนั้น ทำให้ดอว์นต้องเลือกว่า เธอควรจะจมอยู่กับอดีตอันสวยงามของเธอและคนรักเก่า หรือเธอควรจะเดินหน้าไปสู่อนาคตกันแน่

The Tree เป็นผลงานชิ้นที่ 2 จากผู้กำกับชาวฝรั่งเศสอย่าง จูลี แบร์ตุชเชลลี ที่เคยคว้ารางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมที่ คานส์ ไปเมื่อหลายปีก่อนกับหนังสร้างชื่อของเขาอย่าง Since Otar Left โดยสำหรับหนังเรื่องใหม่ของเขาอย่าง The Tree ได้รับเลือกเป็นหนังที่ฉายปิดเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2010 มาแล้ว

เพราะฉะนั้นคงเป็นหนังที่สามารถการันตีความดีได้ในระดับนึงสำหรับคนดูที่ยังไม่มั่นใจ โดยสำหรับผมนั้น The Tree ถือได้ว่าเป็นหนังที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับหนังจำพวก Melancholia และ The Tree of Life เพราะมันเป็นหนังแนวที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตในสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า มนุษย์ ออกมาได้ในรูปแบบที่ค่อนข้าง อาร์ต และ นิ่งสุขุม แต่นุ่มลึก โดยถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้ออกมาในแนวปรัชญาจ๋าๆแบบ The Tree of Life เมื่อปีที่แล้ว ก็ตามที

บทสรุป
สำหรับ The Tree ก็ถือได้ว่าเป็นหนังแนวดราม่าที่สามารถนำเอาเรื่องราวการสูญเสียของมนุษย์ มาผูกเข้ากับเรื่องราวของธรรมชาติได้อย่าง สวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งเรื่องงานการถ่ายภาพสวยๆแบบ The Tree of Life แต่ว่าตัวหนัง The Tree เป็นหนังที่สามารถถ่ายทอดความสวยงามเหล่านั้นมาสู่คนดูด้วย ‘อารมณ์’ ผ่านตัวละคร 2 แม่ลูกอย่าง ดอว์น และ ซีโมน ที่หนังสื่อสารกับคนดูอยู่ตลอดว่า ไม่ว่าเวลาใดก็ตามที่จิตใจของมนุษย์ถูกสั่นคลอนด้วยสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความตาย ความเศร้า ความสุข สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ นี้แหละเป็นสิ่งที่สามารถจรรโลง และ บรรเทา จิตใจของเราได้ดีที่สุดมากกว่า คนเดินดิน

ผสมผสานไปด้วยเรื่องราวของประเด็นเกี่ยวกับ ชีวิต ของมนุษย์ โดยในขณะที่หนังแนวปรัญชาหลายๆเรื่องกำลังบอกกับคนดูว่า ชีวิตมันสั้นนัก อย่าต้องให้ชีวิตของเราเสียเวลาไปกับความเศร้าเลย แต่ใน The Tree กลับไม่ได้สื่อสารออกมาอย่างงั้น แต่หนังกลับสื่อสารกับคนดูในแนวหดหู่ที่ว่า ‘เรายังต้องอยู่กับชีวิตนี้อีกยาวนาน เพราะฉะนั้นเราจงลืม อดีต ที่ข่มขื่นให้จงได้ และเราควรที่จะยอมรับกับ ปัจจุบัน และจงเตรียมพร้อมกับ อนาคต ที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่มามัวนั่งจมปลักอยู่กับ อดีต จนทำให้ชีวิตยาวๆที่เหลืออยู่ไร้ความหมาย’ โดยถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้บอกคนดูแบบตรงๆ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า คนดูจะรับรู้ได้โดย ‘อารมณ์’

สรุปคะแนน
8.5 ค่ะ


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *